โกงสอบ : ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์

ไม่ต้องใช้ความสามารถในการสังเกตสังกาอะไรมาก เพียงเห็นเค้าใบหน้าและอากัปกิริยาของเด็กนักเรียนแต่ละคนเวลานี้ ผู้คนย่อมสัมผัสได้ถึงอาการผิดปกติเบื้องต้น เพราะการที่รู้ทั้งรู้ว่าสิ่งที่ตนเองกำลังจะลงมือกระทำนั้นเป็นสิ่งผิด

“เอ้า นักเรียนๆ เข้าห้องสอบได้แล้ว”

คุณครูผู้คุมสอบส่งเสียงเตือน หลังจากมีกริ่งสัญญาณแจ้งก่อนหน้านี้แล้ว สิ้นเสียงสั่ง กลุ่มนักเรียนชาย-หญิงระดับมัธยมต้นซึ่งยืนออกันอยู่หน้าห้องสอบ ทยอยเดินเรียงแถวเข้าห้องสอบทันที ในมือถือสิ่งของที่จำเป็นต้องใช้ไว้ด้วย หลายคนเดินก้มหน้าเหมือนตั้งใจแอบซ่อนสายตา ไม่ให้คุณครูคุมห้องสอบเห็นอาการผิดปกติ บางคนทำท่าทางขยิบตาให้เพื่อนเหมือนตั้งใจส่งความนัยอะไรบางอย่าง

“ขอเตือนอีกครั้งนะคะ นักเรียนห้ามหยิบโน๊ต หนังสือ สมุด หรือเครื่องคิดเลข เข้าห้องสอบ สิ่งที่นำเข้าไปได้มีเพียง ดินสอ ปากกา ยางลบ และไม้บรรทัดหรือไม้โปรแทร็กเตอร์ เท่านั้นค่ะ” เหมือนจะรู้ คุณครูส่งเสียงย้ำประโยคเดิมที่เอ่ยมาหลายครั้งแล้วก่อนหน้านี้

โกลาหลกันอยู่พักใหญ่ขณะเหล่านักเรียนเดินวนเวียนหาที่นั่งสอบของตนเอง กระทั่งได้ที่นั่งเป็นที่เรียบร้อย เมื่อทุกอย่างพร้อม คุณครูเริ่มแจกข้อสอบวิชาคณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนหลายคนที่เกลียดตัวเลขแบบเข้าไส้ เส้นทางของการผจญภัยเผชิญโชคจึงเริ่มต้น

เวลาเรียนไม่สนใจ ขาดเรียนก็บ่อย การบ้านไม่ยอมทำ แบบนี้จะเหลือรึ…

“เริ่มทำข้อสอบได้แล้วค่ะนักเรียน”

“เฮ้ยๆ พวกมึงซื้อกระดาษมาหรือยังว่ะ กาวสองหน้าด้วยนะโว้ย”

“พร้อมแล้วค่า” เพื่อนหญิงคนหนึ่งในกลุ่มตะโกนบอกเพื่อนชายคนที่ถามถึงอุปกรณ์สำคัญ

วันนี้พลพรรคนักเรียนตัวแสบดูเหมือนกำลังขยันเป็นพิเศษ ผิดจากวันปกติอื่นๆ ที่เวลาเลิกเรียนแล้วมักจะถลาออกจากห้องเหมือน “ผึ้งแตกรัง” เพื่อจะได้รีบออกไปวิ่งไล่เตะกันรอบโรงเรียนบ้าง เตะบอล เล่นวอลเล่ย์บอลกันบ้าง หรือไม่ก็รีบกลับบ้านเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดไปรเวท เพื่อจะได้ไปทำอะไรอื่นตามใจปรารถนา

“ฝากมึงไปหาไม้อันที่มันยาวๆ หน่อย จะได้เอามาขีดเส้นได้ ไม้บรรทัดสั้นไป ไม่ทันใจว่ะ” เพื่อนจุ้ยสั่งเพื่อนอีกที ขณะตัวเองกุลีกุจอคลี่ม้วนกระดาษแผ่นใหญ่ไปกับพื้นไม้กระดานในห้องเรียน เพื่อนจุ้ยหายไปสักพักวิ่งหน้าตื่นกลับมาพร้อมไม้หน้าแฝกขนาดพอเหมาะมือ

“มึงจะเอาไปตีกับใครว่ะ กูแค่จะเอามาทาบแทนไม้บรรทัด ไม่ใช่เอาไว้ตีหัวมึง”

เพื่อนคนหนึ่งแซว เพื่อนๆ ที่นั่งลุ้นให้กำลังใจอยู่เคียงข้างส่งเสียงฮากันครืน

ใช้เวลาไม่นาน แผ่นกระดาษใบใหญ่ที่มีการตีเส้นเป็นตารางลำดับรายชื่อเพื่อนนักเรียนในห้องทั้งหมดเป็นอันเสร็จเรียบร้อย สุกรี เพื่อนร่วมชั้นที่ลายมือสวยสุดถูกเรียกใช้บริการมาเขียนชื่อเพื่อนแต่ละคนลงในช่องสี่เหลี่ยมผืนผ้า หลังจากนั้นแผ่นกระดาษจึงถูกนำไปติดไว้บนผนังห้องเรียนด้านหนึ่ง แต่ละวันผ่านไป จะมีการขีดเส้นทับนับจำนวนของแต่ละคน จำนวนขีดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยคุณครูเองก็ไม่รู้เจตนาว่านี่คือการแข่งขันกันในกลุ่มเพื่อนนักเรียน ใครจะสามารถทำให้ตัวเองถูกครูทำโทษด้วยการ “ตี” ได้มากที่สุดในรอบเดือน

เพราะฉะนั้น การทำผิดกฎระเบียบโรงเรียนจึงกลายเป็นเรื่องท้าทายของเหล่าจอมทะโมน ทั้งการแต่งตัวผิดระเบียบ ผมยาว คุยเสียงดัง ไม่ส่งการบ้าน ขาดเรียน ฯลฯ ถึงขนาดครั้งหนึ่งเมื่อมีครูคนหนึ่งสงสัยถามว่า

“นี่มันตารางอะไรกัน ดูแปลก ๆ”

สิ้นถ้อยคำถามมีเสียงแว่วมาจากท้ายห้องว่า

“เป็นสถิติครับคุณครู พวกเราแข่งขันกันว่าใครจะชู้ต ลูกบาสเก็ตบอลเข้าห่วงได้มากสุด”

ตามมาด้วยเสียงหัวเราะกันครืนลั่นห้องอย่างมีความสุขที่ได้แกล้งครู

แต่ในที่สุด คนที่ได้หัวเราะก่อนอาจหลงลืมสุภาษิตสำคัญที่ว่า “หัวเราะครั้งหลังดังกว่า” ผลของการก่อกรรมจึงย้อนกลับมาสู่นักเรียนแต่ละคน จากวันนั้นเนื่องมาจนถึงวันนี้ วันที่ต้องทำข้อสอบให้ได้ให้ผ่าน

เมื่อแข่งกันขาดเรียนบ่อยเป็นอาจิณ เวลาเรียนก็ไม่สนใจ การบ้านไม่สนใจทำ แน่นอนว่าวันสอบย่อมต้องแน่ใจว่าทำข้อสอบไม่ได้แน่ เว้นไว้แต่จะ “ลอก” หรือ “โกง”

“เบาๆ กันหน่อย นี่ห้องสอบนะ ไม่ใช่ตลาดนัด” เสียงคุณครูคุมห้องสอบดังขึ้นอีกครั้ง หลังเวลาสอบผ่านมาแล้วครึ่งทาง เหลืออีกเพียงชั่วโมงเดียว นักเรียนทุกคนต้องส่งใบคำตอบกันแล้ว คราวนี้มหกรรมการโกงสอบแข่งกับเวลาที่เคลื่อนไปเรื่อยจึงเริ่มต้นอย่างจริงจัง

นักเรียนบางคนใช้หางตามองหาครูคุมสอบ พอเห็นว่ายืนหันหลังให้อยู่ จึงรีบพลิกไม้โปรแทร็กเตอร์ที่วางไว้บนโต๊ะ ไม้โปรแทร็กเตอร์ที่ดูธรรมดา แต่พื้นที่อีกด้านหนึ่งถูกขัดจนพื้นเรียบ แล้วมีการเขียนโน๊ต เขียนสูตรคำนวณคณิตศาสตร์ไว้เต็มไปหมด กลายเป็นไม้โปรแทร็กเตอร์มหัศจรรย์

บางคนค่อยๆ ร่นขอบกางเกงหรือกระโปรงขึ้นมาจนเลยเข่า พอก้มหน้าลงไปมอง จะเห็นสูตรคณิตศาสตร์เขียนไว้ด้วยปากกาดูขยุกขยิกเป็นเส้นสายเต็มพื้นที่หน้าขา เหมือนลายสักยันต์นะจังงังยังไงยังงั้น

บางคนทำทีหลับตาครุ่นคิด มือหมุนปากกาในมือเล่นหวือๆ พอครูคุมสอบเผลอ รีบเงยหน้ามองไปที่ฝ้าเพดาน นอกจากจะเห็นหยากไย่แมงมุมเป็นจุดด่างดำแปะอยู่บางมุม พื้นที่ว่างส่วนหนึ่งมีการเขียนสูตรคำนวณหาค่าคำตอบเขียนแปะไว้ หากรีบเดินแล้วมองผ่านอาจไม่เห็นเส้นสายลายปากกา แต่เมื่อเพ่งมองโดยละเอียด จะบรรลุได้ทันทีว่า เหล่านักเรียนน้อยของตนเองใช้วิธีสุดพิสดารเพื่อจะตอบข้อสอบได้ถูกต้อง สามารถสอบผ่านวิชาสุดหินเพราะเวลาเรียนไม่สนใจที่จะเก็บเกี่ยวความรู้ใส่สมองปรุโปร่งไว้

“กี้ มึงเอาแขนหลบหน่อยซิ กูมองไม่เห็น”

เพื่อนพุทธที่นั่งสอบอยู่แถวคู่ขนาน กระซิบบอกเพื่อนมุสลิม แล้วชะโงกหน้าไปมองใกล้ๆ ให้เห็นชัดขึ้น ส่วนบางคนส่งสัญญาณให้เพื่อนโดยยกนิ้วเป็นสัญลักษณ์บอกคำตอบของตนเองไล่ข้อให้เพื่อนได้ลอกแบบอิ่มใจเปรมปรีดิ์กันไปเลย

เมื่อหมดเวลาสอบ แทนที่จะเครียด กลับปรากฏว่านักเรียนแทบทุกคนเดินยิ้มกริ่มออกจากห้อง หลังจากส่งกระดาษคำตอบให้คุณครูผู้คุมสอบแล้ว บางคนทำท่าทางผิวปากแบบสบายใจ ฮัมเพลงไปด้วย

ความสบายใจผ่านพ้นไปเพียงไม่นาน เหมือนถูกปล่อยให้ลำพองใจกันไปก่อน และรอให้เสียงหัวเราะของนักเรียนโกงสอบกระจายลอยล่องให้เต็มแผ่นฟ้า ต่อเมื่อคุณครูใช้
เวลาไม่นานในการตรวจข้อสอบ ผลที่ออกมาแทนที่จะดีเพราะแต่ละคนทำข้อสอบได้คะแนนเยอะ

แต่กลายเป็นว่านักเรียนถูกปรับตกทั้งชั้นเรียน

“จะให้ครูเชื่อว่าพวกเธอทำคะแนนสอบได้ดีขนาดนี้เลยหรือ หลายคนตอบได้คะแนนเต็ม ๑๐๐ เลย บางคนที่เคยได้คะแนนสอบร่อแร่ กลับทำคะแนนได้ดีขึ้นผิดหูผิดตา พอคิดทบทวนและนำกระดาษคำตอบมาตรวจสอบให้แน่ใจอีกครั้ง จึงเห็นว่าคำตอบของพวกเธอหลายคนตรงกันเป๊ะทุกข้อซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้”

หลังสิ้นสุดคำพิพากษา ในที่สุดกลุ่มเพื่อนนักเรียนทั้งห้องเลยต้องนั่งหน้าแห้ง ได้แต่มองหน้ามองตากันไปมาเลิ่กลั่ก เพราะรู้อยู่แก่ใจดีว่า “คิดไม่ซื่อ” เสียงหัวเราะปลิวหายไปกับสายลม จะเหลือก็แต่ความฉงนงงงวยและความรู้สึกผิดเข้าเกาะกุมในใจ

“ไม่น่าเลยตรู”

เสียงรำพึงรำพันดังก้องไปมาอยู่ในห้องเรียน ซึ่งหากใครบังเอิญเดินผ่านมา ณ ห้วงเวลานั้น ย่อมจะเกิดความแปลกใจทันทีว่า ทำไมนักเรียนห้องนี้ซึ่งปกติ “ซนเป็นลิง” ในเวลาเรียน ถึงพากันตั้งหน้าตั้งตาฟังครูสอน ก้มหน้าก้มตาดูหนังสือ ไม่มีใครส่งเสียงพูดคุยกันอีกเลย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *