ลูกจ้างจอมแสบ : ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์

“อันนี้ราคาเท่าไรครับ”
“๒๕๐ บาทค่ะ”
“อ้าว ไม่กี่วันก่อนผมยังมาซื้อแค่ ๒๐๐ บาทเอง ทำไมขึ้นราคาเร็วจัง”
“คือว่าทางเถ้าแก่เป็นคนตั้งราคาขายเองนะคะ ดิฉันเป็นเพียงลูกจ้าง ต้องทำตามที่เถ้าแก่สั่งไว้ค่ะ”

หนุ่มใหญ่มาดเท่ทำท่าทางลังเลอยู่สักพัก คงอยู่ระหว่างการตัดสินใจว่าจะซื้อสินค้าที่หยิบขึ้นมาสอบถามราคาดีหรือไม่ แต่ในที่สุดจำต้องยอมควักแบงก์ห้าร้อยยื่นให้พนักงานขาย เพราะจำเป็นต้องใช้สินค้าที่หมายตาไว้แล้ว ผ่านไปสักพัก เธอนำเงินทอนมาให้ พร้อมยื่นถุงกระดาษซึ่งใส่สินค้าที่ลูกค้าสั่งซื้อไว้

คล้อยหลังที่หนุ่มใหญ่เดินลับหายไปพร้อมกับสินค้าที่ต้องการ มีลูกค้ารายใหม่วิ่งกรูกันเข้ามา คราวนี้เป็นกลุ่มเด็กหญิง ๕-๖ คน แต่ละคนหน้าตาสดใส แต่งชุดนักเรียนสะอาดสะอ้านสวยงาม มาถามหาอุปกรณ์เครื่องเขียนเพราะต้องเตรียมทำการบ้านส่งคุณครู ต่างเดินวนเวียนทั่วร้านค้า จวบจนกระทั่งเวลาผ่านไปพักใหญ่ เด็กๆ ต่างได้อุปกรณ์เครื่องเขียนตามที่ต้องการ เดินเรียงแถวมาชำระเงินจนเสร็จสิ้น

“ขอบใจมากเด็กๆ น่ารักกันทุกคนเลย คราวหน้ามาอุดหนุนกันอีกนะ”

พนักงานขายหญิงส่งคำพูดขอบใจลูกค้ากลุ่มเด็กหญิง แสดงอาการเป็นกันเอง ดูใจดีมีเมตตา แต่แท้แล้วในใจลึกๆ นั้น ยากจะหยั่งถึง

เหมือนเป็นวันแห่งโชค วันนี้มีลูกค้าทยอยเข้ามาซื้อสินค้าในร้านเรื่อยๆ ขณะเพื่อนร่วมงานลาหยุดไปคนหนึ่ง อีก ๒-๓ คนมัวยุ่งกับการเตรียมของจัดวางสินค้าและทำธุระส่วนตัว ท่ามกลางความเหน็ดเหนื่อย บางขณะเหมือนดวงตาของเธอจะทอประกายที่เต็มไปด้วยปมซ่อนเร้นอะไรบางอย่าง เธอนึกถึงอาหาร ผลไม้ดีๆ เงินที่ต้องเตรียมไว้ชำระค่างวดทีวี โทรศัพท์มือถือ และค่าเช่าบ้าน รวมถึงของบางอย่างที่อยากจะได้

ล่วงเลยจนได้เวลาปิดร้าน เพื่อนร่วมงานกลับไปแล้ว เธอเดินไปปิดประตูกระจก คล้องโซ่เส้นเล็กแขวนป้าย “ปิดแล้ว” ไว้กับลูกบิด รีบกลับมาเปิดลิ้นชัก หยิบกองเงินในตะกร้ามาเทบนโต๊ะ ค่อยๆ นับรวมกัน เปิดเครื่องคิดเลขมาบวกลบคูณหาร หยิบปากกาขีดเขียนลงรายการบัญชีรายรับ-รายจ่ายไว้ ใช้สายตาพินิจพิจารณาตัวเลขอย่างละเอียดรอบคอบ ก่อนจะแอบหยิบเงินส่วนหนึ่งเข้ากระเป๋าตัวเอง พร้อมส่งเสียงรำพึงด้วยความพึงพอใจ

“วันนี้ขายของดี ได้เงินเป็นหมื่น เถ้าแก่คงพอใจ”

ก่อนกลับบ้าน เดินตรงรี่ไปที่ร้านซุปเปอร์มาเก็ตเจ้าดังใกล้ร้านค้าที่เธอทำงาน เลือกซื้อผักผลไม้ไว้จำนวนหนึ่ง ระหว่างผ่านชั้นวางผลไม้สดหลากหลาย เธอเล็งพวงองุ่นลูกงามเรียงรายในกระบะวางสินค้า หันหน้ามองซ้ายแลขวา แล้วเคลื่อนเข้าไปใกล้ เอาตัวบังสายตาผู้คนซึ่งเดินผ่านไปมา หยิบองุ่นพวงใหญ่ใส่ปากหลายลูก ก่อนจะเดินไปยังเคาน์เตอร์แคชเชียร์ จัดการชำระเงิน รับเงินทอน พร้อมกับถือถุงพลาสติกใส่ผักผลไม้ไว้ ทั้งที่เย็นย่ำแล้ว แต่เธอหยิบแว่นกันแดดมาสวมใส่ ขณะเดินนวยนาดออกจากร้านมุ่งตรงไปยังป้ายรถเมล์เพื่อเดินทางต่อกลับที่พัก

ถอดแว่นกันแดดเมื่อผลักประตูเข้ามาในร้าน สายตาเจ้าของร้านที่กวาดไปตามชั้นวางสินค้าเต็มไปด้วยความพึงพอใจ ดูเหมือนจำนวนสินค้าลดลงไปมาก แสดงว่าน่าจะขายดี คิดในใจว่าวันนี้คงต้องสั่งซื้อสินค้ามาวางจำหน่ายเพิ่มเติม แต่ยังไงก็ขอเช็คยอดขายและสต๊อกสินค้าทั้งหมดก่อนอีกที เดินไปยังโต๊ะที่วางกองเอกสารและบัญชีรายรับ-รายจ่ายของร้าน วางกระเป๋าถือส่วนตัวลงข้างๆ นั่งลงบนเก้าอี้ หยิบแว่นสายตามาสวม ค่อยๆ ไล่เรียงดูตัวเลขบัญชีแต่ละวัน และรวมบัญชีรายเดือน

“แปลกจัง ดูเหมือนจะขายดี แต่ทำไมยอดเงินกลับลดลงทุกเดือน” เขาส่งเสียงรำพึงรำพันกับตัวเอง ก่อนจะย้อนกลับมาบวกลบคูณหาร ทบทวนตัวเลขรายรับ-รายจ่ายทั้งหมดอีกครั้งหนึ่ง แล้วได้แต่ถอนใจด้วยความงงงวย จังหวะนั้นเองที่ลูกจ้างสาวเดินเข้ามาในร้านพอดี

“สวัสดีค่ะ”

เธอยกมือขึ้นพร้อมกับกล่าวคำสวัสดี เขายกมือรับไหว้ ใช้สายตาจับจ้องไปยังใบหน้าของลูกจ้างสาว เธอรีบก้มหน้าซ่อนดวงตาไว้ ก่อนเดินเลยเข้าห้องน้ำ ผ่านไปสักพัก เธอเดินกลับออกมา เผชิญหน้ากับเจ้าของร้าน เขาเชิญให้นั่ง ไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบ ถามถึงสถานะของร้านว่าเป็นอย่างไร

“ค่อนข้างดีนะคะ มีลูกค้าวนเวียนเข้าออกตลอด ขายสินค้าได้เรื่อยๆ”

เจ้าของร้านทำทีผงกหัวรับเหมือนพอใจ เขาเชื่อใจและไว้วางใจลูกจ้างคนนี้มาก จากลูกจ้าง ๓-๔ คนที่ทำงานเป็นพนักงานเฝ้าร้านและทำบัญชี

“เธอทำงานกับฉันมากี่ปีแล้วนะ”
“สัก ๔-๕ ปีแล้วค่ะ”
“อืม ถือว่าเร็วจัง เป็นไงบ้าง เงินเดือนที่ให้พออยู่พอใช้ไหมในแต่ละเดือน”

เขาถามด้วยห่วงใย ปกติแล้วเขาจะขึ้นเงินเดือนให้ลูกจ้างทุกคนทุกปี มากบ้างน้อยบ้างตามแต่สถานการณ์ เวลาลูกจ้างแต่ละคนป่วยไข้จะแสดงความเป็นห่วงบ่วงใยเป็นพิเศษ คอยถามไถ่ดูแล หรือไม่ก็ถึงขั้นขับรถพาไปหาหมอด้วยตัวเอง

“ต้องขอบคุณมากๆ เถ้าแก่ดีต่อหนูมากเลยค่ะ หากไม่ได้ทำงานกับเถ้าแก่หนูคงแย่แน่”

เธอกล่าวคำขอบคุณเหมือนยกความจริงใจทุกอย่างมาบรรจุไว้ในหัวใจทุกดวง หากทว่าดูเหมือนจะสวนทางกับประกายในดวงตาที่ยังคงงำความซ่อนเร้นอะไรบางอย่างไว้

พูดคุยกันอีกพักใหญ่ๆ ประจวบเหมาะเริ่มมีลูกค้าเดินเข้ามาใช้บริการในร้าน เจ้าของร้านจึงลุกขึ้น หยิบสิ่งของส่วนตัว เอ่ยคำฝากให้เธอช่วยดูแลร้านด้วย เขาจะออกไปหาอะไรดื่มทานข้างนอกก่อน เธอส่งเสียงขานรับ กวาดสายตาไปยังโต๊ะที่วางเอกสารและบัญชีรายรับ-รายจ่ายประจำวัน เลยไปถึงชั้นวางสินค้าต่างๆ ในร้าน ก่อนภาพเจ้าของร้านที่เดินออกไปจะลับหายไปกับโลกอันแสนสว่างไสวและจอแจภายนอก

“ขอกาแฟโบราณแก้วหนึ่งครับ”

เขาสั่งกาแฟร้อนเสร็จแล้วจึงเดินมุ่งตรงไปบริเวณพื้นที่หน้าร้าน เลือกโต๊ะเล็กที่วางไว้อยู่มุมหนึ่งของร้าน นั่งลง หยิบหนังสือมาอ่านรอ ระหว่างนั้นมีลูกค้าหลายรายเดินเข้ามาสั่งน้ำดื่มในร้านเดียวกัน หลายคนพอคุ้นเคยก็ทักทายพูดคุยกัน

“อ้าว เถ้าแก่ เป็นไงบ้าง วันนี้มาแต่เช้าเลยนะครับ”

ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาทักทาย จำได้ว่าเป็นลูกค้าเจ้าประจำที่ร้านค้าของเขา จึงรีบเชิญให้นั่งดื่มกาแฟด้วยกัน จัดการขยับเก้าอี้ออกมาพอให้เข้าออกสะดวก เขาจึงหย่อนก้นลงนั่ง จากนั้นจึงเริ่มบทสนทนาในหลากหลายเรื่องราวตามวาระและสถานการณ์

“วันก่อนผมไปที่ร้านเพื่อซื้อสินค้า เห็นสินค้าหลายอย่างขึ้นราคากันเป็นแถวเลยนะ เห็นน้องบอกว่าเถ้าแก่ให้ปรับราคาตามสถานการณ์ ลองเปรียบเทียบกับราคาก่อนหน้า ผมว่าแต่ละอย่างขึ้นราคา ๒๐-๓๐ เปอร์เซ็นต์ทีเดียว เพื่อนหลายคนที่เป็นลูกค้าประจำที่ร้านบ่นๆ ให้ได้ยินเหมือนกันเลย”

ชายหนุ่มส่งเสียงเปรย พร้อมส่งรอยยิ้มฉันมิตรเหมือนตั้งใจ “แจ้งให้ทราบ” ชายเจ้าของร้านแสดงอาการแปลกแปร่งระคนตกใจ

“ผมไม่ได้ขึ้นราคาสินค้าเลยนะ เข้าใจอยู่ว่าทุกคนต่างอยู่ในสถานการณ์ลำบาก การค้าการขายฝืดเคืองมากในยุคนี้เมื่อเทียบกับรัฐบาลก่อนหน้า”

เขาแสดงท่าที่ปฏิเสธชัดเจน พร้อมยกเหตุผลสำทับให้เกิดความเข้าใจ เพื่อยืนยันว่าเขาคงไม่เอาเปรียบลูกค้าหรือผู้บริโภคแน่นอน

ต่อมา เมื่อซักไซ้ไล่เรียงปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดแล้ว เขาจับประเด็นใจความสำคัญได้ว่า ลูกจ้างคนที่คิดว่าซื่อ คนที่เขาไว้เนื้อเชื่อใจ กลับคิดไม่ซื่อเสียแล้ว กลัวว่านายจ้างจะรู้ว่ายักยอกเงิน จึงใช้วิธีบวกส่วนต่างไว้ในราคาสินค้าที่จำหน่ายไว้ก่อน วิธีนี้คงทำกับลูกค้าหลายราย กระทั่งความแตกเมื่อมีโอกาสได้พบเจอลูกค้าเจ้าประจำในร้านกาแฟแห่งนี้ และเมื่อเชื่อมโยงกับความผิดปกติของตัวเลขบัญชี จึงค่อนข้างมั่นใจว่าลูกจ้างที่เชื่อใจได้ยักยอกเงินด้วยวิธีการบวกราคาส่วนต่างไว้ในสินค้า รวมถึงจัดทำบัญชีปลอมแปลงตัวเลขรายรับ-รายจ่ายในแต่ละวัน แต่ละเดือน เอาไว้อย่างแนบเนียน

ภาพลูกจ้างสาวที่กำลังเดินออกไปจากร้านพร้อมน้ำตานองเต็มใบหน้า ย้อนแย้งกับแสงตะวันที่สาดส่องผ่านกระจกเข้ามาภายในร้าน ร่างของเธอกลายเป็นภาพย้อนแสงดูดำหม่นมืดมิด เขายอมให้อภัยในคำสารภาพและคำขอโทษก่อนหน้า แต่คงยากที่จะให้ทำหน้าที่ต่อไป เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างสำหรับลูกจ้างคนอื่นๆ และสิ่งสำคัญคือต้องซื่อสัตย์ต่อลูกค้าไม่ว่าด้วยเหตุผลประการใดก็ตาม จะต้องไม่ทรยศความไว้เนื้อเชื่อใจของลูกค้าทุกคน

แม้ต้องเจ็บปวดใจเหลือประมาณกับบาดแผลที่กรีดลึกลงไปในอารมณ์และปรารถนาดี แต่เขาจำเป็นต้องตัดสินใจและคิดทบทวนในใจไปด้วย เหตุการณ์ครั้งนี้จะเป็นบทเรียนสำคัญอีกครั้งหนึ่ง

ต่อไปนี้ต้องตั้งมั่นไม่ประมาท จะต้องไม่หลงเชื่อหรือไว้วางใจใครง่ายๆ อีก มิฉะนั้นแล้วความเสียหายอื่นๆ อีกมากมาย อาจเกิดขึ้นติดตามมาจนยากจะแก้ไข

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *