เกือบสูญบ้านเพราะร่างทรง

“โจรปล้นบ้านสิบครั้งไม่เท่าไฟไหม้ครั้งเดียว ไฟไหม้สิบครั้งไม่เท่าเล่นพนันครั้งเดียว”

วลีนี้หากเป็นคนสูงวัยสักหน่อยน่าจะเคยได้ยินมาบ้าง ไม่มากก็น้อย อาจแตกต่างในรายละเอียด แต่เนื้อหาใจความหลักๆ ยังคงอยู่ที่ว่าต่อให้บ้านโดนไฟไหม้นับสิบครั้ง หากเรายังมีที่ดิน เรายังสามารถสร้างบ้านใหม่ขึ้นได้ แต่หากเราสูญบ้านให้กับการพนัน เราจะไม่เหลืออะไรเลย ทั้งบ้านและที่ดิน

เรื่องที่เล่าเป็นอุทาหรณ์ในครั้งนี้ก็ไม่ต่างจากการเล่นพนันครั้งเดียวแล้วต้องสูญบ้าน ต่างแค่ไม่ใช่การพนัน แต่เป็นความเชื่อในวิญญาณผีสาง โดยเรื่องนี้เกิดขึ้นกับนางชม้อย ดวงเดือน (นามสมมติ) อดีตข้าราชการวัยเกษียณ ซึ่งอาศัยอยู่เพียงลำพังในบ้านจัดสรรที่นานๆ ครั้งลูกหลานจะแวะเวียนมาเยี่ยมเยียน วันแต่ละวันผ่านไปของนางชม้อยจึงผ่านไปอย่างเงียบเหงา การทักทายจากเพื่อนบ้านจึงเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยนางชม้อยให้คลายเหงา

หนึ่งในเพื่อนบ้านที่สนิทที่สุด อยู่ฟากฝั่งตรงข้ามกับบ้านนางชม้อย ชื่อนางพร จันทร์จ้า (นามสมมติ) ไม่มีอาชีพแน่นอน แม้จะติดป้ายรับจ้างนวด แต่ไม่เคยเห็นมีลูกค้าเลยสักครั้ง และแม้จะสงสัย แต่นางชม้อยก็เก็บงำความสงสัยเพราะมองว่าไม่ใช่เรื่องของตัว

ด้วยความที่นางพรช่างเจรจา นางชม้อยจึงนับว่านางพรเป็นเพื่อนบ้านที่สนิทที่สุดคนหนึ่ง โดยไม่รู้เลยว่าคนที่ทำร้ายเรามากที่สุด มักเป็นคนที่เราไว้ใจ

เรื่องราวเกิดขึ้นในวันที่ 27 เมษายน 2561 ที่ผ่านมา เมื่อนางชม้อยติดป้ายประกาศขายบ้านตามคำขอของลูกที่ขอให้ย้ายไปอยู่ด้วยกัน โดยที่ใจนางไม่ได้อยากย้ายไปไหนเลย พลันที่ติดป้ายได้ไม่ทันข้ามวัน นางพรก็มาติดต่อสอบถามพร้อมกับออกปากจะเป็นธุระช่วยบอกไปยังคนรู้จักคนอื่นๆ ในหมู่บ้านเผื่อมีใครสนใจ และนางชม้อยก็ได้แต่ซึ้งในน้ำใจ

จวบจนวันที่ 5 พฤษภาคม นางพรก็วิ่งแตกตื่นมาบอกนางชม้อยว่าบ้านของนางมีผีสาง เป็นเจ้าที่ๆ ไม่อยากให้นางชม้อยขายบ้าน ถ้าอยากจะขายบ้านได้จะต้องทำพิธีเซ่นไหว้ และถวายเงินให้เจ้าที่เสียก่อน 1 ใน 3 ส่วนของราคาบ้าน เจ้าที่จึงจะยอมปล่อย นางชม้อยได้ฟังก็ได้แต่เอะใจ และไม่เชื่อในทีแรก ยิ่งเมื่อนำเรื่องนี้ไปคุยกับลูก กลับยิ่งโดนต่อว่า หาว่าแม่ไปคบกับคนคร่ำครึโง่เง่าขนาดนั้นได้ยังไง นางชม้อยก็ไม่ได้โต้ตอบว่ากระไร ได้แต่ก้มมองมือที่เหี่ยวย่นของตัวเอง

วันแล้ววันเล่าผ่านไป ยังคงไม่มีใครสนใจมาดูบ้าน หรือแม้แต่ติดต่อแสดงความจำนงสนใจใดๆ และในทุกสัปดาห์ นางพรมักจะแวะเวียนมาถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง มีใครสนใจบ้านบ้างไหม และแม้จะรู้ดีว่าหากตอบไปว่าไม่มี บทสนทนาจะเป็นเช่นไรต่อไป แต่นางชม้อยก็ไม่อาจเลี่ยง

กระทั่งเข้าเดือนธันวาคม หลัง 8 เดือนผ่านไป และลูกๆ ของนางชม้อยก็เอาแต่บอกว่าที่คนไม่มาซื้อเพราะแม่ยังอยู่นี่แหละ ไม่เกี่ยวกับผีสางอะไรหรอก นางชม้อยที่รู้สึกเหมือนถูกบีบให้จนหนทางจึงตัดสินใจถอนเงินเก็บที่มีเป็นจำนวน 1 ใน 3 ของราคาบ้านแล้วนำไปมอบให้นางพร

“เรื่องที่เธอพูดมา จริงใช่ไหมว่าบ้านฉันมีเจ้าที่”

นางพรพยักหน้าหงึกหงักแสดงความเห็นใจแล้วรับปากว่าจะช่วยเหลือนางชม้อยอย่างสุดความสามารถ

วันต่อมา นางพรพาผู้ที่อ้างตัวว่าเป็นร่างทรงมาทำพิธีปัดเป่า มีการจัดโต๊ะถวาย และเชิญพระมาสวดอย่างเป็นพิธีการ จนนางชม้อยที่ยังไม่ปักใจเชื่อในตอนแรกถึงกับเชื่อในที่สุด และเมื่อพิธีจบลง ร่างทรงบอกกล่าวกับนางชม้อยว่าเจ้าที่ได้บอกกล่าวกับตนแล้วว่ายินดีจะช่วยเหลือให้นางขายบ้านได้ ซึ่งนางชม้อยได้แต่ยิ้มแห้งๆ เพราะลึกๆ ในใจแล้วนางชม้อยไม่ได้อยากขายบ้าน หรือย้ายออกจากบ้านที่เคยอาศัยร่วมกับสามี ก่อนลูกๆ จะย้ายออกไปนี้เลย

ทว่าภายหลังพิธีกรรมผ่านไปแล้ว มีเพียงผู้ติดต่อมา 2-3 รายเท่านั้น และไม่มีสักรายที่แสดงความสนใจแม้แต่จะมาดูบ้านด้วยซ้ำ

นางชม้อยได้แต่คิดว่าคงต้องใช้เวลา ขณะที่นางพรก็บอกว่ายังมีอีกวิธี คือการยกบ้านหลอกๆ ให้เป็นของคนอื่นเสีย

“พี่หม้อยจะยกให้ฉันก็ได้นะ แค่ยกให้หลอกๆ เท่านั้น เพื่อให้เจ้าที่ท่านวางใจ”

นางชม้อยได้ฟังก็ยังไม่ปลงใจทำตาม เพราะกังวลว่าถ้าลูกรู้เข้าคงได้ตัดแม่ตัดลูก ดังนั้นนางจึงรอข้ามปีใหม่มาก็แล้ว สิ้นเดือนมกราคมก็แล้ว บ้านก็ยังขายไม่ได้ และนางชม้อยก็เริ่มสังเกตเป็นครั้งแรกว่านางพรไม่ได้แวะมาเยี่ยมเยียนนางดังแต่ก่อนอีกแล้ว พอนางชม้อยแวะไปหาที่บ้านนางพรก็พบแต่ประตูบ้านที่ปิดสนิท ไร้ผู้อยู่อาศัย วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2562 นั่นเอง ตำรวจได้มาพบนางชม้อยที่บ้านแล้วแจ้งหมายจับที่มีรูปของนางพร ทว่าชื่อที่ปรากฏไม่ใช่นางพร และยังมีรูปของผู้ที่อ้างตัวว่าเป็นร่างทรงในหมายจับ ในฐานะผู้สมรู้ร่วมคิดด้วย

“ผู้ต้องหาและผู้สมรู้ร่วมคิดตามหมายจับนี้ ถูกฟ้องโดยเจ้าทุกข์หลายรายในข้อหาฉ้อโกง หลอกลวงต้มตุ๋น ผมมาถาม เผื่อคุณป้าจะพอรู้บ้างว่าผู้ต้องหาคนนี้ไปไหน”

พอได้ยินเช่นนั้น นางชม้อยก็แทบล้ม รู้ตัวว่าสูญเงินไปร่วมแสน และเกือบจะเสียบ้านทั้งหลังให้เพื่อนบ้านจอมปลอม ได้รู้ว่านางพรไม่ได้ทำแบบนี้กับนางเป็นคนแรก นางพรจะใช้วิธีหาบ้านเช่าที่ในละแวกนั้นมีผู้สูงอายุอยู่ลำพังเพื่อวางแผนตีสนิทและหลอกเอาเงิน มีเจ้าทุกข์ 2-3 รายที่ไม่โชคดีเหมือนนางชม้อย เพราะต้องสูญบ้านให้กับนางพร และตอนนี้จากที่มีบ้านอยู่ก็กลับกลายเป็นคนไร้บ้าน เพราะนางพรนำบ้านไปขึ้นจำนองไว้ ทำให้บ้านที่ถูกฉ้อโกงไปตกเป็นของธนาคาร ซึ่งแม้ธนาคารจะเห็นใจเพียงไร แต่คนธรรมดาที่ไหนจะมีเงิน มีเวลาไปขึ้นโรงขึ้นศาลเพื่อฟ้องร้องเอาบ้านคืน ระหว่างนี้ผู้เสียหายเหล่านั้นจึงกลายเป็นคนไร้บ้าน เพียงเพราะเป็นคนแก่ที่ถูกทิ้งให้อยู่บ้านลำพัง

นางชม้อยได้ฟังก็ได้แต่ร่ำไห้ และรู้ดีว่าหากลูกรู้เข้าคงเป็นอันทะเลาะบ้านแตกแน่นอน และเป็นจริงดังนั้น ทว่าบ้านไม่ได้แตก แม้ลูกๆ ของนางชม้อยก็โกรธที่นางเชื่อใจคนอื่น กระนั้นลูกๆ ก็ตระหนักดีว่าปัญหานี้เกิดขึ้นจากอะไร ดังนั้น แทนที่จะให้แม่ขายบ้านที่เต็มไปด้วยความทรงจำ ลูกๆ ของนางชม้อยจึงย้ายกลับมาอยู่ในบ้านแทน

เพื่อเติมเต็มความหมายของคำว่าบ้านให้กลับมาอีกครั้ง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *