แขนเสื้อของพี่วัฒน์ : บุญทม วันสูง

ผมทำงานในวงการบันเทิงหลายปี วงการกลางคืนก็เรียก เอาให้ชัดไปเลยก็ต้องบอกว่า ผมเป็นเด็กเสิร์ฟ คนที่ไปเที่ยวหรอกเขาถึงบันเทิง

ส่วนคนเสิร์ฟอย่างผมนั้นเอื้อยอิ๊บอ๋าย

มันเป็นโรงแรมระดับสี่ดาวขึ้นชื่อของจังหวัด จบมอสามแล้วไม่รู้ว่าชีวิตจะไปทางไหนต่อดี โชคชะตาหรือสิ่งไม่มีชีวิตตนใดก็ไม่ทราบ ผลักผมเข้ามาทำงานในโรงแรมแห่งนั้น พี่สาวเป็นแคชเชียร์ พี่เขยเป็นคนยกกระเป๋า มีน้ามีอาทำงานอยู่ในนั้นเกือบครึ่งหนึ่ง จะเรียกผมว่าเด็กเส้นก็คงไม่ผิดอะไรนัก เป็นที่น่าภาคภูมิใจเสียยิ่งกระไร

จบมอสามหมาดๆ ไม่ได้เรียนต่อเพราะเกเรเกตุง ได้ไว้ผมยาว มีมอเตอร์ไซค์มาผ่อนให้ชีวิตลำบากขึ้นอีกนิด ครอบครัวที่ค่อนข้างมีฐานะ (ยากจน) ก็ถีบหัวเด็กชายที่กำลังเปลี่ยนคำนำหน้าไม่กี่ปี ให้เข้าสู่มหาวิทยาลัยชีวิต

ดื่มเหล้าสูบบุหรี่จากที่นี่เอง ด้วยความจำเป็นของหน้าที่การงาน (โฮ) เสียงกัปตันสอนผมถึงวิธีการชงเหล้า การวางแผ่นรองแก้วที่เป็นกำมะหยี่ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ สีน้ำเงินคือเหล้าผสมกับน้ำ แผ่นรองแก้วสีแดงนั่นเหล้าผสมกับน้ำและโซดา แล้วก็จำเอาเองว่า แขกผู้มีเกียรติท่านนั้นผสมโซดากับเหล้า ไม่เอาน้ำหรือเปล่า อย่าสับสนล่ะ เหล้าบางขวดมันมีลูกกลิ้ง เอ็งกระฉอกได้กี่ครั้ง กะเอาเอง บางขวดมันไม่มีลูกกลิ้ง อย่าไปกระฉอกเข้าล่ะ เหล้าราคาแพงของเขาจะหก เอ็งเคยดื่มเหล้าหรือยัง กระดูกอ่อนอย่างเอ็ง คงไม่กี่แก้วหรอก

ว่าแล้วก็ลองชิมดูเสียหน่อยซิ ไอ้ส่วนผสมที่เราผสมๆ ให้กับแขกผู้มีเกียรติทั้งหลายดื่มกันนั้น มันรสชาติเป็นอย่างไร อืม วันเวลาเลื่อนผ่านไป สูตร XO บวก SO บวก PO และ ICE มันช่างกลมกล่อมเสียยิ่งกระไร

ชีวิตกลางคืนมันก็วนเวียนอยู่อย่างนั้น ชงเหล้า ยกอาหารเสิร์ฟ มันช่างโฮเทลเข้ากับสถานประกอบการยิ่งนัก โฮเทลหรือโฮเตียว ในภาษาเหนือ เตียวแปลว่าเดิน เช่นเตียวไปเตียวมา คือเดินไปเดินมา แล้วคิดดูว่า โฮเตียว เดินไป (ร้องไห้) โฮไปมันจะลำบากขนาดไหน

จากที่เดินจนขาล้า จนกระทั่งเข้าที่เข้าทาง ถือถาดไม่คว่ำแล้ว ไม่ชนที่เขี่ยบุหรี่ซึ่งเป็นแก้วตกแตก มีน้องใหม่เข้ามาให้ล้อแทนเรา วิทยายุทธเริ่มแก่กล้า มีเพื่อนฝูงมากขึ้น ซึ่งก็ไม่พ้นคนในแวดวงเด็กเสิร์ฟนั่นแหละ ไอ้อ๋อง ไอ้หรั่ง พี่วัฒน์ แล้วก็ใครอีกหลายคน เซียนๆ ทั้งนั้น

เซียนเรื่องดื่มเหล้านั่นแหละ

เมื่อก่อนเริ่มงานตอนห้าโมงเย็นเลิกงานเอาตีห้า คอฟฟี่ช็อบที่ผมสังกัดอยู่นั้น มีวงดนตรีบรรเลงจนถึงตีสี่จึงเปิดไฟไล่แขก บางแขกก็ไปต่ออีกฟากของโรงแรมซึ่งเป็นคอฟฟี่ช็อบเหมือนกัน แต่บรรยากาศต่างกัน เพราะดนตรีวัยรุ่นกว่า แขกดื่มจนถึงเช้า ส่วนฟากผมนั้น แขกค่อนข้างมีระดับ ฟังเพลงสากล ไอสะตราทเดอะโจ๊ก ประมาณนั้น

ช่วงเวลาที่น่าจะมีความสุขที่สุด ก็คือช่วงท้ายของงาน กล่องทิปที่วางอยู่หน้าเคาท์เตอร์ถูกนำมาเทลงบนโต๊ะ มันเป็นทิปรวมที่ต้องหารแบ่งกันทุกคืน พวกเราช่วยกันนับเงินที่อยู่ในกล่อง แบงค์สิบยี่สิบ เหรียญห้าเหรียญบาท ถูกนำมากองแล้วนับเงิน หารด้วยจำนวนของกัปตัน เด็กเสิร์ฟ คนยกอาหาร เด็กบาร์น้ำ หารเฉลี่ยด้วยจำนวนเท่าๆ กัน

มันเป็นหน้าที่ของพี่วัฒน์มาแต่ไหนแต่ไร ก่อนผมจะมาทำงาน แกก็ทำหน้าที่นี้อยู่ก่อนแล้ว ผมคิดวิเคราะห์เอาด้วยสมองอันน้อยนิดของตัวเองว่า คงเป็นเพราะพี่วัฒน์ทำงานตำแหน่งยกอาหาร ช่วงใกล้เลิกจึงว่าง ส่วนคนอื่นนั้นต้องไปเก็บโต๊ะ รื้อผ้าปูโต๊ะ เก็บที่เขี่ยบุหรี่ (ซึ่งเป็นแก้ว และผมมักจะทำตกแตกเป็นประจำด้วยความซุ่มซ่าม) อีกเหตุผลที่อ่อนต่อโลกของผมนั้นคือชอบคิดว่าแกเป็นคนมีน้ำใจ การนับเงินและแบ่งเงินให้คนอื่นคือการบริการเพื่อให้คนอื่นได้มีความสุข ผมจึงนับถือแกเป็นอย่างมาก

จนกระทั่งวันหนึ่งผมจึงรู้ความจริง

ปกติพวกเราทั้งเด็กเสิร์ฟและคนยกอาหารจะแต่งกายคล้ายๆ กัน กางเกงสีพื้น เสื้อแขนยาวหรือแขนสั้นสีขาว เด็กเสิร์ฟผูกหูกระต่าย คนยกอาหารไม่ต้อง ส่วนมากผมจะชอบแขนสั้นมากกว่าเพราะทำงานสะดวกดี เสิร์ฟอาหาร ชงเหล้า มันแคล่วคล่องและดูไม่เกะกะ

แต่พี่วัฒน์นั้นสวมเสื้อขาวแขนยาวทุกวัน

วันหนึ่งผมไปช่วยแกนับเงินเหมือนทุกครั้ง เป็นที่น่าสังเกตว่าโต๊ะตัวที่แกนับเงินนั้น ไฟจะสลัวๆ แกอ้างว่าตรงนั้นมันห่างไกลจากสายตาแขกที่ยังดื่มกินไม่ยอมกลับ เพราะมันชิดข้างในร้าน นับเงินไปแกก็พับแขนเสื้อไป ดูแกวุ่นวายกับการพับแขนเสื้อของแกมาก จนผมนึกขัน ออกปากว่าทำไมพี่ไม่สวมเสื้อแขนสั้นให้มันรู้แล้วรู้รอดไป
เหมือนผมเนี่ย แกส่ายหน้า อ้างว่าไม่สะดวก แขนสั้นดูไม่สุภาพ

มีผมกับแกสองคนเท่านั้นที่มานั่งนับเงิน ผมศรัทธาในความเสียสละของแก และยกเอาแกมาเป็นแบบอย่าง เซอร์วิสมายด์อย่างที่กับตันสอน หัวหน้าเอฟบีก็เตือนผมอยู่เสมอเรื่องบริการคนอื่น ผมนั้นปลื้มปริ่มกับคำชมและป้อยอ ยิ่งทำงานจนหัวหกก้นขวิดไม่นึกถึงความยากลำบากแต่อย่างใด

พี่วัฒน์ยังง่วนอยู่กับการพับแขนเสื้อ

คนเริ่มเข้ามามุง ปกติจะไม่ค่อยมีใครมามุง พี่วัฒน์ยังง่วนกับแขนเสื้อตัวเอง ยิ่งคนมามุงมากเท่าไหร่ แกก็พับแขนเสื้อกลับไปกลับมาอยู่อย่างนั้น ผมนับเงินเหรียญเสร็จแล้ว มองไปยังกองแบ้งค์ยี่สิบแบ้งค์สิบตรงหน้าแก พี่วัฒน์ยังนับเงินไปพับแขนเสื้อไป ดูแกลนๆ ชอบกล

นาทีถัดมาท่ามกลางสายตาของใครหลายๆ คน แบ้งค์ยี่สิบสามสี่ใบร่วงหลุดออกมาจากแขนเสื้อของพี่วัฒน์

ผมมองหน้าแก ความศรัทธาที่มีมันเหือดแห้งไปในตอนนั้นเอง.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *