“สคูล ออฟ ตูริน” ผู้เจาะระบบนิรภัยสุดแสนไฮเทค

ชื่อเสียงของ ลีโอนาร์โด โนทาร์บาร์โทโล กับ เดอะ สคูล ออฟ ตูริน อาจทำให้นึกถึงอะไรที่คล้ายคลึงกับอัจฉริยะแห่งยุคเรอเนสซองซ์ เช่น ลีโอนาร์โด ดาวินชี หรืออาจนึกว่าเป็นชื่อโรงเรียนที่สร้างสรรค์ปัญญาชน หรือให้กำเนิดศิลปินชาวอิตาลีมากมาย แต่ที่จริงแล้วมันเป็นชื่อของอาชญากรกับกลุ่มนักโจรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการโจรกรรมเพชรครั้งประวัติศาสตร์ ที่มีมูลค่ามากกว่า 100 ล้านดอลลาร์าสหรัฐฯ

ที่เมืองแอนท์เวิร์ป ประเทศเบลเยี่ยม เมืองศูนย์กลางแห่งการค้าเพชร ด้วยมูลค่าการขายมากกว่า 16,000 ล้านดอลลาร์ ทำให้เมืองค้าเพชรแห่งนี้กลายเป็นเมืองแห่ง การพัฒนาระบบนิรภัย ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ศูนย์การค้าเพชรกลางเมืองจะมีห้องนิรภัยใต้ดินสุดแสนไฮเทค ที่ติดตั้งระบบเซนเซอร์สนามแม่เหล็ก ซึ่งมีคุณสมบัติตรวจจับความร้อนและการเคลื่อนไหวของมนุษย์ที่ผ่านเข้าออก รวมไปถึงเซ็นเซอร์จับแรงสั่นสะเทือน (เซ็นเซอร์วัดระดับแผ่นดินไหว), เซ็นเซอร์วัดแสง อีกทั้งยังติดตั้งกล้องวงจรปิดทั้งด้านในและด้านนอก แถมด้วยชั้นประตูเหล็กหนาหลายนิ้ว

แต่แม้อย่างนั้น ก็เป็นที่เหลือเชื่อว่าครั้งหนึ่งระบบนิรภัยสุดแสนไฮเทคนี้กลับเคยถูกโจรกรรมโดยกลุ่มอาชญากรเชื้อสายอิตาเลียนในนาม “สคูล ออฟ ตูริน” ที่สามารถกวาดสิ่งของมีค่า ทั้งเพชร ทองคำ และอัญมณีอื่นๆ

ในนามของนักออกแบบเครื่องประดับและผู้ส่งออกอัญมณีจอมปลอม ลีโอนาร์โด โนทาร์บาร์โทโล ชายหนุ่มหน้าตาดี เชื้อสายอิตาเลียน ผู้มีความสามารถในการโน้มน้าวจิตใจคน มีทักษะในการจดจำที่ยอดเยี่ยม กำลังใช้พรสวรรค์ของเขาในทางที่ผิด

เขาเดินทางมาไกลเพื่อเปิดออฟฟิศขนาดเล็กในราคา 700 ดอลลาร์ต่อเดือน และเพื่อความแนบเนียน เขาทำทีขอเช่ากล่องนิรภัยในศูนย์การค้าเพชรแห่งแอนท์เวิร์ป เพื่อให้เขาดูคล้ายนักค้าอัญมณีมากที่สุด

หากดูเพียงผาดเผิน เขาเหมือนคนอีกคนหนึ่งที่ต้องการทำเงินจากการค้าอัญมณี แต่สิ่งที่ทุกคนไม่ระแคะระคาย อีกด้านหนึ่งชายหนุ่มผู้นี้ เขากลับเป็นหนึ่งในสมาชิกนักโจรกรรมชั้นเซียนแห่งตูริน ประเทศอิตาลี และเขามาที่นี่เพื่อเจาะระบบห้องนิรภัยที่ปลอดภัยที่สุดในโลก !

เขาและพรรคพวกใช้เวลานานกว่าสองปีเพื่อรวบรวมข้อมูล สืบเสาะค้นหา ติดตั้งกล้องสอดแนม สร้างกุญแจเลียนแบบ รวมถึงสอดแนมรหัสผ่านห้องนิรภัยแห่งนี้ ด้วยรูปแบบการปลอมตัว การใช้เวลาเนิ่นนานกับการสะสมเสาะหาข้อมูล เป็นรูปแบบหนึ่งที่เคยถูกใช้กับการโจรกรรมเพชรที่ศูนย์การค้าเพชรแห่งนิวยอร์ค จึงมีผู้เชื่อว่ากลุ่มหัวขโมยจากตูรินอาจศึกษาวิธีการโจรกรรมนี้จากคดีของ “มิสเตอร์สแตน” หรือ โวจีสลาฟ สแตนนิรอฟวี อาชญากรชาวเซอร์เบียที่เคยก่อคดีโจรกรรมในนิวยอร์ค

ในคืนที่ทุกคนมีความสุขกับวันวาเลนไทน์ ทั้งยังเป็นช่วงวันเวลาที่สำคัญของชาวยิว ผู้ซึ่งครอบครองตลาดการค้าเพชรในเบลเยี่ยม ลีโอนาร์โดกับพรรคพวกอีก 4 คนอยู่ในศูนย์การค้าเพชร และกำลังทำงานในความมืดสนิท เป็นเพราะทุกคนสามารถจดจำแผนผังของห้องนิรภัยได้ขึ้นใจ ด้วยศึกษาข้อมูลทุกอย่างผ่านกล้องสอดแนมมานาน พวกเขาสามารถใช้กุญแจเลียนแบบเปิดประตูบานใหญ่ที่มีความหนาหลายนิ้ว เล็ดลอดผ่านระบบเซ็นเซอร์ไฮเทคด้วยวิธีการง่ายๆ เกินกว่าที่ใครจะคาดคิด หลังกวาดทรัพย์สินนับร้อยล้านดอลลาร์ พวกเขาไม่ลืมขโมยเทปบันทึกภาพรักษาความปลอดภัย เพื่อปิดทางไม่ให้เจ้าหน้าที่สามารถใช้ลักษณะรูปพรรณพิสูจน์ตัวตนของพวกเขาได้ในภายหลัง

เมื่อเจ้าหน้าที่ศูนย์การค้าเพชรเข้ามาที่ห้องนิรภัยในเช้าของอีกวัน พวกเขาพบประตูห้องที่เปิดอ้า พบอุปกรณ์ถูกๆ ที่ใช้แก้ทางระบบไฮเทค รวมถึงกล่องนิรภัยที่ผลิตจากเหล็กและทองแดงซึ่งติดตั้งระบบล็อคนิรภัยถึงสองชั้นจำนวน 123 กล่อง ทั้งหมดถูกเปิดออกเพื่อโจรกรรมทรัพย์สิน

ภายในจากกล่องนิรภัยทั้งหมด 160 กล่องในห้องไฮเทค ไม่ว่าจะเชี่ยวชาญหรือมีความสามารถสูงเพียงใด แต่โดยสถิติแล้ว อาชญากรมักพลาดอะไรเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่จะทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถแกะรอยพวกเขาได้ เและกลุ่มหัวขโมยจากตูรินก็เช่นเดียวกัน

เมื่อสมาชิกหนึ่งในห้าที่ทำการโจรกรรมอัญมณีครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เผลอทิ้งถุงขยะที่ีภายในบรรจุทั้งเพชร ใบเสร็จ และเอกสารของศูนย์การค้าเพชร

ความเผลอเรอเพียงเล็กน้อยนี้ ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถแกะรอยไปถึงที่อยู่ของพวกเขาได้

ลีโอนาร์โด โนทาร์บาร์โทโล ในฐานะตัวการใหญ่ถูกจับกุมตัว เขาถูกตัดสินจำคุกนาน 10 ปี แต่อยู่ในเรือนจำจริงเพียง 4 ปีเท่านั้น

เขาถูกปล่อยตัวออกมาสู่อิสรภาพอีกครั้ง

เรื่องน่าสนใจจึงเกิดขึ้นหลังจากคดีสิ้นสุดไปแล้ว ในการให้สัมภาษณ์กับนิตยสารไวร์ หลังการออกจากเรือนจำของ ลีโอนาร์โด เขาอ้างกับผู้สัมภาษณ์ว่าตนเองและสมาชิกร่วมโจรกรรมถูกว่าจ้างให้กระทำการโดยพ่อค้าเพชรชาวยิวในแอนท์เวิร์ป ที่จริงเขากับพรรคพวกได้ทรัพย์สินไปเพียง 20 ล้านดอลลาร์เท่านั้น

การปล้นของพวกเขาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของแผนการโกงเงินประกันการโจรกรรมอัญมณีที่วางแผนโดยพ่อค้าเพชรชาวยิวนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม มีผู้กล่าวว่าเรื่องนี้อาจเป็นเทคนิคการ กลบเกลื่อน ไม่ให้เกิดการติดตามสืบรอยการค้าอัญมณีที่ได้จากการโจรกรรม เพื่อหวังว่าจะไม่มีใครติดตามสืบหาเส้นทางการค้าเพชรและของมีค่าทั้งหมดที่ได้จากการโจรกรรมครั้งนั้น

เพราะจนถึงทุกวันนี้ เพชรทั้งหมดที่มีมูลค่ามากกว่า 100 ล้านดอลลาร์ยังคงหายสาบสูญไปตลอดกาล ไม่มีผู้ใดเคยพบเห็นมันอีก จนกระทั่งทุกวันนี้.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *