กวาดขยะความคิด

ถ้าหากเราไม่รู้จักการคิดทางบวกและการคิดทางลบอย่างชัดเจน เราอาจคิดปะปนกันไปบ้าง…

จริงๆ แล้วการคิดทางบวกและการคิดทางลบเป็นอย่างไรมาจากไหน มาอยู่กับเราได้อย่างไร ส่วนใดเป็นประโยชน์ และควรเพิ่มเติมอย่างไร ส่วนใดเป็นโทษและควรปรับแก้อย่างไร และบวกแนวทางที่ชัดเจนว่าทำอย่างไร จะเปลี่ยนชีวิตใหม่ให้เป็นชีวิตที่สร้างสรรค์ มีความสุข ไม่มี
ความยุ่งอยากใดๆ

“แท้จริง ชีวิตนั้นแสนง่าย เราให้อะไรกับชีวิต เราก็ได้สิ่งนั้น” กับหนังสือเล่มนี้
“กวาดความคิด…ชีวิตก็ยิ้มได้…”

หนังสือเล่มนี้ เขียนโดย รัศมี ธันยธร ที่กำลังบอกว่ามนุษย์เราโชคดีที่สามารถฝึกแยกแยะได้ว่าอะไรน่าเก็บและอะไรน่าทิ้ง อะไรควรเลิกทำ และเลือกได้ว่าจะเป็นคนสร้างสรรค์ จะทำประโยชน์อะไรให้กับคนในครอบครัว และผู้อื่น หรือจะเป็นคนที่ชอบทำลายความรู้สึกดีๆ บั่นทอนกำลังใจ และทำลายความหวังของคนรอบข้าง

จุดเริ่มต้นอยู่ที่ความคิด ความคิดของคนเรามีอยู่สองด้าน คือความคิดทางบวกกับความคิดทางลบ ความคิดทางบวกจะเป็นหนทางไปสู่ประโยชน์ เพราะความคิดทางบวกจะทำให้เราเป็น “คนสร้างสรรค์” ความคิดลบจะเป็นการให้โทษ เพราะความคิดทางลบจะทำให้เราเป็น “คนชอบทำลาย” หมั่นใช้ความคิดทางบวกและสร้างสรรค์ทุกวัน ให้เกิดแต่สิ่งดีๆ และทิ้งความคิดทางลบให้หมดไป

ทุกการกระทำ หรือทุกวาจาที่เอ่ยออกมา มีต้นสายมาจากการเริ่มต้นของความคิด และการเลือกสรรที่จะอยู่กับความคิดดีๆ เพื่อสร้างพลังใจให้กับตนเอง หรือความคิดแย่ๆ ก็จะเอาแต่บั่นทอนจิตใจให้ถดถอยลง เมื่อตนเองสามารถอ่านใจตนเองออกได้ ว่าหากมีความคิดลบ อารมณ์แย่ๆ ที่เกิดขึ้นในใจจิตใจก็มักอึดอัด ขัดเคือง และเป็นทุกข์ แต่หากมีความคิดบวก อารมณ์แจ่มใสก็เกิดขึ้น จิตใจก็มักโปร่งสบาย เบิกบานและเป็นสุข

เพียงแค่อ่านใจตัวเองให้ออก ทุกคนก็รู้แล้วว่า ความสุขที่แท้จริงเกิดขึ้นจากที่ไหน และไม่ว่าจะอยู่ในสิ่งแวดล้อมอย่างไร หากมีความคิดบวกอย่างสร้างสรรค์อยู่ในใจเสมอ ก็ไม่มีอะไรที่น่าหวาดกลัว และทำให้เป็นทุกข์อีกต่อไป

การสำรวจความคิด ลองสำรวจความคิดเห็นจากคนที่ประสบความสำเร็จว่าจะต้องมีทักษะความสามารถด้านใดบ้าง ก็จะเห็นได้ว่าผู้ที่ประสบความสำเร็จหลายท่านบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ทักษะ ซึ่งได้แก่ความสามารถที่เกิดจากการทำบ่อยๆ และทำนานจนเกิดความชำนาญ 

ถ้าอยากประสบความสำเร็จอย่างสร้างสรรค์ ความรู้ที่มีต้องอาศัยการคิดเป็นตัวดำเนินการ ถ้าปราศจากทักษะการคิด ทักษะด้านความรู้ และประสบการณ์จะไม่สามารถนำออกมาใช้ทำประโยชน์อะไรได้ เพราะความรู้และประสบการณ์ก็เหมือนวัตถุดิบที่ไม่สามารถเดินออกมาแก้ปัญหา หรือคิดวิธีอะไรใหม่ได้เอง 

ความรู้ทั้งหลายต้องอาศัยการคิดเป็นตัวดำเนินการ ทักษะการคิดมีอิทธิพลต่อทุกคน ความคิดเป็นที่มาของการพูด เพราะคนคิดอะไรอยู่ก็มักจะพูดออกมาแบบนั้น ดังนั้นเราควรสำรวจความคิดของเราทุกครั้งเวลาจะพูดอะไร

เราควรคิดก่อนพูดเสมอ เราทุกคนมีความคิดทั้งสองอย่างอยู่ในตัวเรา คือมีทั้งคิดดีและไม่คิดดี อย่างไรก็ตามถ้าเราได้รู้ที่มาและจุดกำเนิดของความคิดทาวบวกและความคิดทางลบแล้ว ก็จะช่วยให้ตัวเรามองเห็นภาพเป็นรูปธรรมมากขึ้น

การคิดทางบวก ทำให้เรามีแรงใจที่จะคิด และมีกำลังใจที่จะทำให้สำเร็จ ถ้าคนคิดเก่งคิดออกแต่ไม่ได้คิดทางบวก ความคิดจะออกไปทางลบ และเป็นโทษ บั่นทอนกำลังใจ เขาก็จะเป็นคนที่ “ได้แต่คิด” หรือ “เก่งแต่คิด” แต่ไม่ลงมือทำอะไรจนสำเร็จ ทางที่ดีที่สุดคือฝึกฝนตนเองให้เป็นคนที่มีครบทั้งสร้างสรรค์และบวกไปพร้อมกัน

กวาดขยะออกจากใจ ขยะในใจคือความคิดลบที่บั่นทอนกำลังใจ ทำร้ายความรู้สึกของตนเอง และคนรอบข้าง เป็นความคิดที่สร้างความทุกข์ และความสิ้นหวังให้กับตนเอง และคนอื่นได้เสมอ ความคิดทางลบเป็นขยะในใจที่เป็นพิษทำร้ายตัวเราเอง และส่งผลร้ายกระทบถึงคนรอบข้าง เราจึงควรทิ้งขยะในใจนี้ไป การให้อภัยตัวเอง เป็นการหยิบความรู้สึกทางลบทิ้งออกจากใจของเรา และทำให้พลังใจเกิดขึ้นได้ง่ายจากตัวเราเอง ลุกขึ้นจัดการดูแลตัวเอง ให้กำลังใจตัวเอง จะได้ผลมากกว่ารอให้คนอื่นคอยช่วย
เรา พึ่งตนเองให้ได้เป็นอันดับแรก เมื่อพึ่งตัวเองได้แล้วก็จะเจือจานไปยังผู้อื่นได้ง่าย พลังใจยิ่งเพิ่มขึ้น จิตใจก็จะยิ่งแข้มแข็งมั่นคง หนักแน่น ทุกวันนี้เราเป็นคนอย่างไร บางครั้งสิ่งที่เราเป็นอยู่ก็เป็นไปตามธรรมชาติเสียจนเราบอกไม่ถูกว่าเราเป็นคนอย่างไร สิ่งที่เราทำไปทุกอย่างล้วนมีเหตุผล เราทุกคนเปลี่ยนมาคิดบวกแบบไม่ปนคิดลบกันได้ง่าย ๆ ถ้าใจอยากจะทำจริง อนาคตเราเลือกเองได้ว่าเราจะเป็นคนดีของสังคมหรือไม่

“หากเราเปลี่ยนความคิด เราก็สามารถเปลี่ยนชีวิตได้ และยิ่งคิดในแง่บวก ชีวิตเราก็จะดีขึ้นและมีความสุข”

ถ้าหากเราไม่รู้จักการคิดทางบวกและการคิดทางลบอย่างชัดเจน เราอาจคิดปะปนกันไปบ้าง…

จริงๆ แล้วการคิดทางบวกและการคิดทางลบเป็นอย่างไรมาจากไหน มาอยู่กับเราได้อย่างไร ส่วนใดเป็นประโยชน์ และควรเพิ่มเติมอย่างไร ส่วนใดเป็นโทษและควรปรับแก้อย่างไร และบวกแนวทางที่ชัดเจนว่าทำอย่างไร จะเปลี่ยนชีวิตใหม่ให้เป็นชีวิตที่สร้างสรรค์ มีความสุข ไม่มี
ความยุ่งอยากใดๆ

“แท้จริง ชีวิตนั้นแสนง่าย เราให้อะไรกับชีวิต เราก็ได้สิ่งนั้น” กับหนังสือเล่มนี้

“กวาดความคิด…ชีวิตก็ยิ้มได้…”

หนังสือเล่มนี้ เขียนโดย รัศมี ธันยธร ที่กำลังบอกว่ามนุษย์เราโชคดีที่สามารถฝึกแยกแยะได้ว่าอะไรน่าเก็บและอะไรน่าทิ้ง อะไรควรเลิกทำ และเลือกได้ว่าจะเป็นคนสร้างสรรค์ จะทำประโยชน์อะไรให้กับคนในครอบครัว และผู้อื่น หรือจะเป็นคนที่ชอบทำลายความรู้สึกดีๆ บั่นทอนกำลังใจ และทำลายความหวังของคนรอบข้าง

จุดเริ่มต้นอยู่ที่ความคิด ความคิดของคนเรามีอยู่สองด้าน คือความคิดทางบวกกับความคิดทางลบ ความคิดทางบวกจะเป็นหนทางไปสู่ประโยชน์ เพราะความคิดทางบวกจะทำให้เราเป็น “คนสร้างสรรค์” ความคิดลบจะเป็นการให้โทษ เพราะความคิดทางลบจะทำให้เราเป็น “คนชอบทำลาย” หมั่นใช้ความคิดทางบวกและสร้างสรรค์ทุกวัน ให้เกิดแต่สิ่งดีๆ และทิ้งความคิดทางลบให้หมดไปทุกการกระทำ หรือทุกวาจาที่เอ่ยออกมา มีต้นสายมาจากการเริ่มต้นของความคิด และการเลือกสรรที่จะอยู่กับความคิดดีๆ เพื่อสร้างพลังใจให้กับตนเอง หรือความคิดแย่ๆ ก็จะเอาแต่บั่นทอนจิตใจให้ถดถอยลง เมื่อตนเองสามารถอ่านใจตนเองออกได้ ว่าหากมีความคิดลบ อารมณ์แย่ๆ ที่เกิดขึ้นในใจจิตใจก็มักอึดอัด ขัดเคือง และเป็นทุกข์ แต่หากมีความคิดบวก อารมณ์แจ่มใสก็เกิดขึ้น จิตใจก็มักโปร่งสบาย เบิกบานและเป็นสุข

เพียงแค่อ่านใจตัวเองให้ออก ทุกคนก็รู้แล้วว่า ความสุขที่แท้จริงเกิดขึ้นจากที่ไหน และไม่ว่าจะอยู่ในสิ่งแวดล้อมอย่างไร หากมีความคิดบวกอย่างสร้างสรรค์อยู่ในใจเสมอ ก็ไม่มีอะไรที่น่าหวาดกลัว และทำให้เป็นทุกข์อีกต่อไป

การสำรวจความคิด ลองสำรวจความคิดเห็นจากคนที่ประสบความสำเร็จว่าจะต้องมีทักษะความสามารถด้านใดบ้าง ก็จะเห็นได้ว่าผู้ที่ประสบความสำเร็จหลายท่านบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ทักษะ ซึ่งได้แก่ความสามารถที่เกิดจากการทำบ่อยๆ และทำนานจนเกิดความชำนาญ 

ถ้าอยากประสบความสำเร็จอย่างสร้างสรรค์ ความรู้ที่มีต้องอาศัยการคิดเป็นตัวดำเนินการ ถ้าปราศจากทักษะการคิด ทักษะด้านความรู้ และประสบการณ์จะไม่สามารถนำออกมาใช้ทำประโยชน์อะไรได้ เพราะความรู้และประสบการณ์ก็เหมือนวัตถุดิบที่ไม่สามารถเดินออกมาแก้ปัญหา หรือคิดวิธีอะไรใหม่ได้เอง 

ความรู้ทั้งหลายต้องอาศัยการคิดเป็นตัวดำเนินการ ทักษะการคิดมีอิทธิพลต่อทุกคน ความคิดเป็นที่มาของการพูด เพราะคนคิดอะไรอยู่ก็มักจะพูดออกมาแบบนั้น ดังนั้นเราควรสำรวจความคิดของเราทุกครั้งเวลาจะพูดอะไร

เราควรคิดก่อนพูดเสมอ เราทุกคนมีความคิดทั้งสองอย่างอยู่ในตัวเรา คือมีทั้งคิดดีและไม่คิดดี อย่างไรก็ตามถ้าเราได้รู้ที่มาและจุดกำเนิดของความคิดทาวบวกและความคิดทางลบแล้ว ก็จะช่วยให้ตัวเรามองเห็นภาพเป็นรูปธรรมมากขึ้น

การคิดทางบวก ทำให้เรามีแรงใจที่จะคิด และมีกำลังใจที่จะทำให้สำเร็จ ถ้าคนคิดเก่งคิดออกแต่ไม่ได้คิดทางบวก ความคิดจะออกไปทางลบ และเป็นโทษ บั่นทอนกำลังใจ เขาก็จะเป็นคนที่ “ได้แต่คิด” หรือ “เก่งแต่คิด” แต่ไม่ลงมือทำอะไรจสำเร็จ ทางที่ดีที่สุดคือฝึกฝนตนเองให้เป็นคนที่มีครบทั้งสร้างสรรค์และบวกไปพร้อมกันกวาดขยะออกจากใจ ขยะในใจคือความคิดลบที่บั่นทอนกำลังใจ ทำร้ายความรู้สึกของตนเอง และคนรอบข้าง เป็นความคิดที่สร้างความทุกข์ และความสิ้นหวังให้กับตนเอง และคนอื่นได้เสมอ ความคิดทางลบเป็นขยะในใจที่เป็นพิษทำร้ายตัวเราเอง และส่งผลร้ายกระทบถึงคนรอบข้าง เราจึงควรทิ้งขยะในใจนี้ไป การให้อภัยตัวเอง เป็นการหยิบความรู้สึกทางลบทิ้งออกจากใจของเรา และทำให้พลังใจเกิดขึ้นได้ง่ายจากตัวเราเอง ลุกขึ้นจัดการดูแลตัวเอง ให้กำลังใจตัวเอง จะได้ผลมากกว่ารอให้คนอื่นคอยช่วยเรา พึ่งตนเองให้ได้เป็นอันดับแรก เมื่อพึ่งตัวเองได้แล้วก็จะเจือจานไปยังผู้อื่นได้ง่าย พลังใจยิ่งเพิ่มขึ้น จิตใจก็จะยิ่งแข้มแข็งมั่นคง หนักแน่น ทุกวันนี้เราเป็นคนอย่างไร บางครั้งสิ่งที่เราเป็นอยู่ก็เป็นไปตามธรรมชาติเสียจนเราบอกไม่ถูกว่าเราเป็นคนอย่างไร สิ่งที่เราทำไปทุกอย่างล้วนมีเหตุผล เราทุกคนเปลี่ยนมาคิดบวกแบบไม่ปนคิดลบกันได้ง่าย ๆ ถ้าใจอยากจะทำจริง อนาคตเราเลือกเองได้ว่าเราจะเป็นคนดีของสังคมหรือไม่

“หากเราเปลี่ยนความคิด เราก็สามารถเปลี่ยนชีวิตได้ และยิ่งคิดในแง่บวก ชีวิตเราก็จะดีขึ้นและมีความสุข”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *