โหดจริง อะไรจริง ! เอสโกบาร์ เจ้าพ่อค้ายา ฆ่ารัฐมนตรี ยิงผู้เข้าชิงตำแหน่ง ปธน.

ข่าวคราวเกี่ยวกับ เอล ชาโป ราชายาเสพติดระดับโลกถูกจับกุมและนำตัวขึ้นสู่ศาล เพื่อทำการพิจารณาคดีภายใต้รัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา เป็นโลกาอุทาหรณ์ให้เราท่านได้เห็นว่าแม้แต่นักค้ายาเสพติดผู้ยิ่งใหญ่ มากด้วยอิทธิพลระดับโลก ยังหนีความผิดไม่พ้น และอาจจะต้องโทษประหารชีวิตในเร็ววันนี้

หากจะเขียนเรื่องของ เอล ชาโป ก็คงจะเป็นเรื่องที่รู้กันทั่วไปในเวลานี้แล้ว เพราะสื่อแต่ละฉบับต่างตีพิมพ์หรือเผยแพร่เรื่องราวของเจ้าพ่อยาเสพติดผู้นี้อย่างมากมาย

ดังนั้น “เส้นทางมาเฟีย” ฉบับนี้จึงเลือกเขียนถึงเจ้าพ่อผู้ค้ายาเสพติดอีกรายหนึ่งที่ถูกตามล่าโดยหน่วยสืบราชการลับอเมริกัน ถูกวิสามัญฆาตกรรม จนต้องเสียชีวิตบนหลังคาบ้านของตนเอง

หากจัดอันดับท็อปลิสต์ผู้ค้ายาเสพติดระดับโลก ชื่อเสียงของ ปาโบล เอสโกบาร์ จะต้องเป็นหนึ่งในผู้ค้ายาแถวหน้าอย่างแน่นอน ด้วยเอสโกบาร์ตั้งตนเป็นผู้ค้าโคเคนรายใหญ่ของโลก เรียกได้ว่ามากกว่า 80% ของปริมาณโคเคนทั้งหมดในประเทศสหรัฐ ล้วนเกิดจากน้ำมือของเขา

ในช่วงต้นของยุค 90s มีการประเมินอย่างเป็นทางการว่าเขาอาจจะมีทรัพย์สินภายใต้การครอบครองสูงถึง 30,000 ล้านดอลลาร์ แต่อย่างไรก็ตาม รายได้ทั้งหมดนี้ ทำให้เขาถูกขนานนามว่า “ราชาแห่งโคเคน”

เขาเกิดในริโอเนโกร ประเทศโคลัมเบีย แม้มีโอกาสเข้าโรงเรียน แ่ต่เขาก็กลับออกมาแบบคนที่ไร้วุฒิการศึกษา เขาเริ่มขายซิการ์เถื่อนและล็อตเตอรี่ปลอม เมื่อเริ่มต้นเข้าสู่โลกของอาชญากรรม หลังจากนั้นเขาเริ่มขโมยรถยนต์ ค้าของเถื่อน ก่อคดีลักพาตัว ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นก่อนที่เขาจะเริ่มตั้งต้นเป็นผู้กระจายโคเคนรายย่อย

เขาเริ่มขนยาเสพติดเข้าสู่ประเทศสหรัฐอเมริกาครั้งแรกในปี 1975 เป็นเพราะตลาดยาเสพติดในอเมริกาเกิดการขยายตัว และมีความต้องการใช้โคเคนอย่างมาก มีผู้ประเมินว่าเอสโกบาร์อาจจะขนส่งยาเสพติดล็อตแรกได้มากถึงเดือนละ 70-80 ตัน ด้วยการขนส่งทางเรือ

เครือข่ายผู้ค้ายาของเขาเป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็ว การแข่งขันกันระหว่างกลุ่มผู้ค้ายาได่สร้างผลกระทบที่ร้ายแรง ยิ่งขึ้น มันส่งผลให้เกิดการสังหารหมู่และเกิดการฆาตกรรมเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งตำรวจ ผู้พิพากษา และยังรวมไปถึงชาวเมือง กับนักการเมืองที่มีชื่อเสียง

ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2525 เอสโกบาร์ได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขากลายเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการเสรีนิยมแห่งชาติโคลัมเบีย และได้รับคะแนนนิยมจากชาวเมืองด้วยการปลูกสร้างบ้าน และสร้างสนามฟุตบอลในเขตตะวันตก รวมถึงใช้เงินจากการค้ายาเสพติดสร้างทีมฟุตบอลที่แข็งแกร่งให้กับประเทศ แต่ทว่าในเวลานั้นโคลัมเบียได้กลายเป็น “เมืองหลวงแห่งการฆาตกรรมของโลก” เมื่อเขาตัดสินใจสังหารรัฐมนตรียุติธรรม กับผู้เข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ที่พยายามจะขัดขวางเส้นทางเดินของเขา

ในปี 1989 นิตยสารฟอร์บส์ประเมินว่าเขาเป็นหนึ่งใน 227 ผู้ร่ำรวยของโลก

เขาเป็นนักการเมืองที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ผู้คนจำนวนหนึ่งชื่นชอบเขา โดยเฉพาะในหมู่คนยากคนจน เขามักแสดงด้านที่เป็นมนุษย์ปุถุชนเข้าหาคนเหล่านั้น ด้วยภาพลักษณ์แบบ “โรบินฮู้ด”นี้เอง เขากลายเป็นนักบุญผู้ปล้นคนรวยมาเผื่อแผ่คนจน (ด้วยการค้ายาเสพติด) สิ่งนี้ทำให้กลุ่มคนจนในโคลัมเบียที่ลุ่มหลงในตัวเขา ถึงขั้นพยายามตรวจตรา ปกปิดข้อมูล

และทำทุกวิถีทางที่จะปกป้องเขาได้

กลุ่มผู้ค้ายาในโคลัมเบียยังคงต่อสู้เพื่อรักษาอำนาจในการควบคุมสิ่งต่างๆ ของตนไว้ ในปี 1991 มีผู้เสียชีวิตจากความรุนแรงประมาณ 25,000 คน และในปี 1992 มีผู้เสียชีวิตมากถึง 27,000 คน ปริมาณคดีฆาตกรรมที่เพิ่มสูงขึ้นมากกว่า 2,000 รายในชั่วระยะเวลา 1 ปี เกิดจากการที่ เอสโกบาร์มอบเงินให้แก่มือปืนของเขาเพื่อเป็นรางวัลสำหรับการฆาตกรรมเจ้าหน้าที่ตำรวจมากกว่า 600 คดี

หลังการลอบสังหารผู้เข้าชิงชัยตำแหน่งประธานาธิบดี รัฐโคลัมเบียได้เปลี่ยนเป้าหมายมาสู่การต่อต้านตัวเอส- โกบาร์ รวมทั้งขบวนการค้ายาเสพติดของเขา ในที่สุดรัฐบาลเลือกใช้วิธีเจรจา โน้มน้าว และชักจูงให้เขายอมจำนน โดยขอให้ยอมยุติการกระทำความผิดทางอาญาทั้งหมด เพื่อแลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์หลายประการในระหว่างการถูกจองจำ

สิ่งเดียวที่เอสโกบาร์รู้สึกหวาดหวั่น นั้นคือกฎหมายการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างโคลัมเบียกับสหรัฐอเมริกา เขาจึงทำการแทรกแซงสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อทำการยกเลิกกฎหมายดังกล่าว หากเขาก็ยอมจำนนแต่โดยดี เพียงแต่เสนอเงื่อนไขกับรัฐบาลโคลัมเบียว่า หากเขายอมพ่ายแพ้ต่อรัฐ เขาจะต้องได้รับสิทธิในการสร้างเรือนจำเอง

และรัฐบาลโคลัมเบียก็ตกลงตามนั้น

La Catredal กลายเป็นชื่อของเรือนจำในตำนาน มันอาจจะต้องถูกเรียกว่าคฤหาสน์เรือนจำด้วยซ้ำ ด้วยมันถูกสร้างขึ้นโดยผู้ที่ถูกตัดสินความผิดเอง และเป็นการสร้างขึ้นเพื่อคุมขังตัวเอง มันเป็นคุกที่หรูหรา มีสนามฟุตบอล, บาร์ เหล้า, อ่างจากุชซี่ และยังมีน้ำตกจำลองอีกด้วย

หลังการหลบหนีของเอสโกบาร์ หน่วยบัญชาการปฏิบัติการพิเศษสหรัฐอเมริกา อันประกอบด้วยสมาชิกของ ซีล ทีม ซิกส์, เดลตา ฟอร์ซ, เซ็นทรัล สไปก์ ต่างเข้าร่วมปฏิบัติการ เพื่อการล่าตัวราชาแห่งโคเคน พวกเขาทำการฝึกอบรม ให้คำแนะนำแก่กองกำลังตำรวจพิเศษของโคลัมเบีย ที่รู้จักกันในนาม เสิร์ช บลอค. ซึ่งถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อการนี้โดยเฉพาะ

16 เดือนหลังการหลบหนีออกจากเรือนจำที่ดีที่สุดในโลก ปาโบล เอสโกบาร์ ซึ่งซ่อนตัวอยู่ใน ลอส โอลิเวียส ถูกวิสามัญฆาตกรรมโดยตำรวจแห่งชาติโคลัมเบีย เขาถูกยิงที่ขาและลำตัวหลายนัด ร่างของเขานอนคว่ำหน้าบนหลังคาบ้านหนึ่งในสองหลังที่อยู่ติดกัน ระหว่างพยายามหลบหนีเพราะถูกค้นหาตำแหน่งด้วยการดักจับคลื่นวิทยุ

เขาเสียชีวิตเมื่อมีอายุเพียง 44 ปีเท่านั้น.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *