สุภาพบุรุษจิมมี่ กับคดีปล้นสายการบิน 6 ล้านเหรียญ

เจมส์ เบิร์ก, จิมมี่ เดอะ เจนท์ หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า ดิ ไอริชแมน เป็นอาชญากรตัวกลั่นในนิวยอร์ค นักเลงอันธพาลด้วยกันมักมองว่าเขาเป็นอาชญากรที่ร่ำรวย และสามารถหาเงินได้ทีละมากๆ

เขาเป็นหนึ่งใน สายใยอาชญากรลุคเชเซ่ ที่แม้จะไม่ได้เข้าเป็นสมาชิกแก๊งค์ เป็นเพราะไม่ได้มีเชื้อสายอิตาเลียน แต่เป็นที่แน่ชัดว่าเขาเป็นผู้บงการให้เกิดการปล้นสายการบินครั้งใหญ่ในคดีลุฟต์ฮันซ่า ซึ่งมีมูลค่าการปล้นสูงถึง 6 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่ในภายหลังเขาต้องลงมือฆาตกรรมเพื่อนร่วมปล้นอีกเกือบสิบคน

เพื่อที่ตัวเองจะสามารถรอดพ้นจากเงื้อมมือของกฎหมายได้

นอกจากเป็นอาชญากรแล้ว เบิร์กยังเป็นพ่อของเหล่านักเลงอันธพาล และเหล่าผู้ต้องสงสัยอีกหลายคนในคดีดังที่กล่าวมาแล้ว ทั้ง แฟรงค์ เจมส์ เบิร์ก, เจซซี่ เจมส์ เบิร์ก, แคเทอลีน เบิร์ก ซึ่งแต่งงานกับ แอนโธนี่ อินเคลิคาโต้ แห่ง ตระกูลอาชญากรโบนาโน่

รวมถึงลูกสาวอีกคนหนึ่งของเขาคือ โรบิน เบิร์ก.

แม้ เจมส์ เบิร์ก จะเกิดในนิวยอร์ค แต่ผู้เป็นแม่ของเขาเดินทางมาไกลจากเมืองดับบลิน เมืองที่เป็นทั้งเมืองหลวงและเมืองใหญ่ที่สุดของไอร์แลนด์ เบิร์กไม่เคยรู้แน่ชัดด้วยซ้ำว่าพ่อของเขาเป็นใคร และเหตุใดแม่จึงพาเขามาสู่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าตั้งแต่อายุได้ 2 ขวบ เขาเติบโตท่ามกลางหมู่เด็กเกเรในสถานเลี้ยงเด็ก และต้องต่อสู้ดิ้นรนอย่างยากลำบาก แม้จะอยู่ภายใต้การดูแลของเหล่าแม่ชีนิกายโรมันคาทอลิค แต่ดูเหมือนศาสนาจะไม่สามารถกล่อมเกลาเขาได้ แม้จะเคยมีพ่ออุปถัมภ์ แต่เขากลับต้องระเห็จคืนสู่บ้านเด็กกำพร้าอีกครั้ง เมื่อกลายเป็นต้นเหตุของอุบัติเหตุทางรถยนต์ ซึ่งทำให้ผู้อุปการะของเขาต้องจบชีวิตลง

ในวัยหนุ่ม เบิร์กมีส่วนพัวพันกับอาชญากรรมและเรื่องผิดกฎหมายต่างๆ เขาจำหน่ายเหล้าและบุหรี่เถื่อน รวมทั้งประกอบอาชญากรรมเล็กน้อยอื่นๆ ตามประสาคนที่ไม่อาจมีสิ่งใดมาเติมเต็มได้

ปี 1962 เบิร์กตัดสินใจแต่งงานกับ มิกกี้ ภรรยาสาวที่กำลังถูกรบกวนและถูกคุกคามโดยอดีตแฟนเก่าที่มักส่งเสียงดังเข้าใส่ ในคืนวันแต่งงานของทั้งสอง เจ้าหน้าที่ตำรวจพบศพชายคนนั้นในสภาพถูกตัดเป็นชิ้นส่วนมากกว่า 12 ชิ้น ทุกชิ้นส่วนถูกโยนกลับเข้าไปในรถยนต์ของเขาเอง

และตำรวจยังไม่สามารถสืบรู้ได้ว่าเป็นฝีมือของใคร

อาชญากรมักเลื่อนขั้นด้วยผลงานที่ใหญ่โตขึ้น เบิร์กสร้างตำนานและชื่อเสียงของตัวด้วยการรวมหัวเข้าปล้นสินค้าจากรถบรรทุกที่ขับส่งของระหว่างเมือง ทุกครั้งที่เข้าปล้น เบิร์กจะจ่ายเงิน 50 ดอลลาร์ให้กับคนขับรถบรรทุก จนเกิดการขนามไปทั่วว่าเขาเป็น “จิมมี่ เดอะ เจนท์” หรือ “สุภาพบุรุษจิมมี่”

ด้วยนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปเที่ยวยุโรปในช่วงปี 70s มักแลกเงินดอลลาร์เป็นเงินท้องถิ่นเพื่อใช้จ่ายภายในประเทศ ธนาคารในยุโรปจึงว่าจ้างสายการบินลุฟต์ฮันซาขนส่งเงินดอลลาร์ทั้งหมดกลับคืนสู่ประเทศอเมริกา

และเรื่องนี้เป็นที่สนใจของเหล่าอาชญากร

ในช่วงปี 1978 เบิร์กได้รับข้อเสนอที่เย้ายวนใจ เขาติดต่อเจ้าหน้าที่สนามบินเจเอฟเคที่หวังจะได้เงินสักหน่อย เพื่อล้างหนี้พนันพวกมาเฟีย ทั้งข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยสนามบิน โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับเงินหลาย ล้านเหรียญที่ขนส่งโดยสายการบินลุฟต์ฮันซ่า จึงถูกถ่ายทอดแก่เขาอย่างง่ายดาย เบิร์กใช้คนจำนวนมากร่วมหาข้อมูลเพื่อวางแผนการโจรกรรมอย่างรัดกุมที่สุด จึงไม่น่าแปลกใจที่เขารู้ชื่อสกุลของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทุกคน และยังรู้ไปถึงชื่อและสถานที่อยู่ของลูกและเมีย รวมทั้งญาติพี่น้องของคนเหล่านั้นด้วย

เมื่อตำรวจนิวยอร์คระแคะระคายด้วยความผิดพลาดของสมาชิกร่วมปล้นคนหนึ่ง พวกเขาสามารถตามหารถตู้ที่ใช้ในการขนเงินได้ จิมมี่ เบิร์ก ตัดสินใจสังหารสมาชิกทุกคนที่ตำรวจอาจเชื่อมโยงผลการสืบสวนมาถึง ส่งผลให้คดีลุฟต์ฮันซ่าที่น่าจะมีอาชญากรเกี่ยวข้องมากกว่า 10 คน รวมไปถึงตระกูลมาเฟียอย่างน้อย 2 ตระกูลด้วยกัน กลับมีคนร้ายถูกจับเข้าเรือนจำเพียงคนเดียว ซึ่งก็คือสายข่าวของเบิร์กที่ให้ข้อมูลกับเขาตั้งแต่เริ่มต้นนั่นเอง

ส่วนเงินและเครื่องเพชรกว่า 6 ล้านเหรียญที่ถูกโจรกรรม เจ้าหน้าที่ตามคืนมาได้เพียง 15,000 เหรียญเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม แม้จะรอดจากคดีสำคัญมาได้ แต่เบิร์กถูกจับกุมตัวด้วยคดีล็อคผลบาสเก็ตบอลระดับมหาวิทยาลัยในช่วง 1978-1979 โดยอาศัยหลักฐานจาก เฮนรี่ ฮิลล์ อดีตสมาชิกแก้งค์อันธพาลที่เคยทำงานกับเบิร์กผลจากคำให้การของฮิลล์ทำให้เบิร์กถูกตัดสินลงโทษมากถึง 50 คดี ทั้งในเรื่องนี้และเรื่องอื่นๆ

คำให้การของฮิลล์ยังกล่าวโทษไปถึง คาโป พอล วารีโอ ซึ่งเป็นหัวหน้าของพวกเขาเองอีกด้วย

จิมมี่ เดอะ เจนท์ หรือ สุภาพบุรุษจิมมี่ จบชีวิตลงระหว่างจำคุกด้วยโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร เมื่อเขาอายุได้ 65 ปี อัยการของรัฐบาลกลางกล่าวว่าพวกเขาพิจารณาคดีของเบิร์ก ด้วยวิธีการที่คล้ายคลึงกับการพิจารณาคดีอัลคาโปน มาเฟียที่บงการฆ่าคนมากมายเพื่อการค้าเหล้าเถื่อน เบิร์กเป็นผู้ต้องสงสัยคนสำคัญ เขาอาจเป็นผู้บงการคดีปล้นสนามบินครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ ซึ่งส่งผลให้เขาต้องฆ่าคนมากมายเพื่อเอาตัวรอด แต่ไม่เคยมีใครเอาผิดเขาได้

เป็นเพราะไม่เหลือพยานหลักฐานมากพอที่จะฟ้องร้องเขาได้นั่นเอง.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *