ต้มจนสุก ตุ๋นจนเปื่อย … หมดตัวเพราะความโลภ และความเชื่อที่ผิดๆ

เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ เกิดขึ้นกับนายพิภพ (นามสมมติ) อายุ 45 ปี ชาวจังหวัดขอนแก่น ซึ่งอาศัยอยู่ลำพัง โดยนายพิภพเริ่มเจ็บป่วยไม่ทราบสาเหตุ ตั้งแต่ราวสามปีก่อน จนกระทั่งเมื่อเดือนตุลาคม ปี 2559 ที่ผ่านมา ได้ปรากฏมีร่างทรงที่ชื่อ นายสมพร (นามสมมติ) อยู่จังหวัดอุดรธานีประกอบอาชีพเป็นร่างทรง สะเดาะเคราะห์ ทำพิธีกรรมตามความเชื่อของชาวอีสาน ได้เข้ามาในหมู่บ้านพร้อมผู้ติดตาม แล้วกล่าวแก่ชาวบ้านที่มาให้นายสมพรดูดวง สะเดาะเคราะห์ว่าใต้ผืนที่นาของแต่ละคนมีทรัพย์สมบัติโบราณสมัยนครจำปาศรี ฝังอยู่นานกว่า 1,300 ปี ซึ่งการจะขุดค้นขึ้นมา จำต้องอาศัยตนในฐานะร่างทรงเพื่อทำพิธีบอกกล่าวแก่เจ้าของเดิม กระทั่งผีสาง เทวดาต่างๆ ที่อาจคอยทำหน้าที่ปกปักอารักขาทรัพย์สมบัติเหล่านั้น

หนึ่งในชาวบ้านที่ไปให้นายสมพรดูดวงก็มีนายพิภพรวมอยู่ด้วย เมื่อนายพิภพได้ฟังดังนั้นก็หลงเชื่อ คิดว่าใต้ ผืนนาของตน มีทรัพย์สมบัติมหาศาลฝังอยูใต้ดินจริง

แรกทีเดียวนายพิภพเพียงแต่อยากทราบว่าตนจะร่ำรวยกับเขาหรือไม่ และจะหายจากอาการเจ็บป่วย กระเสาะกระแสะเป็นบางครั้งไหม แต่เมื่อได้ฟังว่าที่นาของตนอาจมีทรัพย์สมบัติโบราณซ่อนอยู่ นายพิภพก็มองเห็นโอกาสของความร่ำรวยตรงหน้า โดยไม่คิดไปถึงข้อเท็จจริงที่ว่าหากมีสิ่งของโบราณอยู่จริงจะต้องให้เจ้าหน้าที่กรมศิลปากรเข้าไปตรวจสอบก่อนจะขุดค้นขึ้นมา

“ความรู้” ที่ขาดหายไปนี้เอง ที่ทำให้เกิดช่องว่างที่เหล่ามิจฉาชีพอาศัยหากินบนความเชื่อความศรัทธาของชาวบ้าน

เมื่อนายพิภพและชาวบ้านคนอื่นๆ หลงเชื่อและอยากได้ทรัพย์สมบัติโบราณไว้ครอบครอง การจะกระทำเช่นนั้นได้ เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดอาถรรพ์เพทภัยขึ้น จำต้องอาศัยนายสมพรในฐานะร่างทรงเพื่อประกอบพิธีเป็นตัวแทน หรือ “สื่อกลาง” ระหว่างชาวบ้านในฐานะเจ้าของที่ดิน กับ “ผีสาง” ที่คอยเฝ้าทรัพย์สมบัติโบราณที่อยู่ในที่ดินนั้น

โดยนายสมพรเรียกค่าประกอบพิธีครั้งละ 20,000 บาท

หากแต่เงิน 20,000 บาทนั้นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น นายพิภพยังบอกบอกเล่าอีกว่าตนหลงเชื่อนายสมพรที่บอกว่าทรัพย์สมบัติโบราณในที่ดินของตนมีมูลค่ามากกว่า 2 ล้านบาท แค่เฉพาะพระเครื่องเพียงองค์เดียวก็มีมูลค่านับล้านซึ่งการจะได้มาซึ่งทรัพย์เหล่านั้น นายสมภพต้องวาง “ทรัพย์” ของตนเป็นมัดจำ เพื่อให้นายสมพรสวดขับไล่อาถรรพ์เสียก่อน จึงจะสามารถนำไปขายต่อได้ โดยทรัพย์ที่ตนมี ไม่ว่าจะเป็นผ้าไหม สร้อยทองคำ และเปิดบัญชีธนาคารในชื่อของนายสมพรจำนวน 15,000 บาทพร้อม ATM และรหัส ใส่พานนำไปให้นายสมพรที่บ้านเสียก่อน จึงจะประกอบพิธีได้ โดยนายสมพรจะนำเงินทั้งหมดมาคืนให้เมื่อสวดจนหมดสิ้นอาถรรพ์แล้ว

ทั้งหมดนี้นำมาสู่กลโกงที่นายสมพรหลอกลวงชาวบ้านในจังหวัดขอนแก่น ไม่แต่เพียงนายพิภพ แต่รวมไปถึงชาวบ้านในจังหวัดอื่นๆ ที่นายสมพรได้ล่อลวงในแบบเดียวกันจึงรวมตัวกันฟ้องร้องเอาผิด เมื่อพบว่าที่ดินของพวกตนไม่เพียงแต่ปราศจากทรัพย์สมบัติใดๆ ยังต้องสูญเงินเก็บที่มีให้กับความเชื่อในตัวของผู้ที่อ้างตัวว่าเป็น “ร่างทรง” อีก

เรื่องราวของนายพิภพเกิดขึ้นอย่างน่าสลดใจ แต่ยังมี “เหยื่อ” อีกมากที่ตกระกำเช่นเดียวกับนายพิภพ เราทุกคนมีความเชื่อ ความศรัทธาแตกต่างกัน แต่ความเชื่อความศรัทธานั้นต้องมาพร้อมกับความรู้ โดยหนึ่งในความรู้ที่เราจะถ่ายทอดให้รับทราบก็คือ

ประมวลกฎหมายมาตรา 342 ระบุ ถ้าในการกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ผู้กระทำ
(1) แสดงตนเป็นคนอื่น หรือ
(2) อาศัยความเบาปัญญาของผู้ถูกหลอกลวงซึ่งเป็นเด็ก หรืออาศัยความอ่อนแอแห่งจิตของผู้ถูกหลอกลวง ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *